พระพิมพ์สมเด็จ ข้างอุ ลพ.ภู วัดท่าฬ่อ จ.พิจิตร

เป็นพระเครื่อง เพียงพิมพ์เดียวของ ลพ.ภู วัดท่าฬ่อ จ.พิจิตร

ที่มีการระบุ พศ.ที่สร้าง คือ พ.ศ.๒๔๖๒ ประทับไว้ ด้านหลังองค์พระ อย่างชัดเจน นับถึงปัจนุบัน ก็เป็นเวลา 101 ปีแล้ว เป็นวัตถุโบราณแล้ว

เท่าที่รู้และเห็น ก็มีเพียงเนื้อเดียว คือเนื้อผงคลุกรัก เนื้อมีเอกลักษณ์ ของเนื้อผงคลุกรัก ของท่านอย่างชัดเจน คนพิจิตรรุ่นเก่า จะคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเนื้อ จะแห้งๆอมเทา ไม่ดำสนิท และมีผงขาว เป็นก้อนๆ ปนอยู่โดยทั่วไป มองคล้าย กะลามะพร้าวเก่าๆ และส่วนใหญ่จะมีเนื้อปุด แห้งแข็ง บอกถึงอายุ ความเก่าชัดเจน

เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ผมเคยไปทำงาน อยู่ที่พิจิตร 9 ปี เป็นคนแรกๆ ที่เก็บสะสมพระเครื่อง ของลพ.ภู จนกระทั่ง ประกวดได้รางวัลชนะเลิศ โล่ห์รวม ชุดพระเครื่องหลวงพ่อภู ในการประกวดพระเครื่อง เป็นครั้งแรกของจ.พิจิตร ที่รร.พิจิตรพิทยาคม ใน วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน 2529

( คนพิจิตร เรียกท่านว่าหลวงพ่อภู มาโดยตลอด อาจจะเป็นเพราะ ไม่ต้องการให้ไปพ้อง กับหลวงปู่ภู วัดอินทร์ หรืออย่างไร ไม่ทราบได้ แต่ในโล่ห์รวม ก็ใช้คำว่า “หลวงปู่ภู” ด้วย )

พระพิมพ์สมเด็จ ข้างอุ หลวงพ่อภู มีเอกลักษณ์ของพระพิจิตร อย่างชัดเจน คือหน้าใหญ่ อกนูนใหญ่ แขนกลม หูช้าง เกศยาว และอุขึ้นอุลง ( ลักษณะของ พระเม็ดข้าวเม่า และลพ.เพชร พิจิตร )

และยังมีถึง 2 พิมพ์ คือพิมพ์อุ 2 ขยัก และพิมพ์อุ ขยักเดียว ( พิมพ์หน้า 2 พิมพ์ และหลัง 2 พิมพ์ ) แสดงถึงจำนวนการสร้าง น่าจะมากพอสมควร ดังภาพประจำโพสคือพิมพ์ 2 ขยัก ( องค์นี้ด้านหลังกดลึก ด้านหน้า จึงติดหน้าตา ชัดเจนมาก เคยประกวดได้ที่ 1 มาหลายครั้ง แต่พระองค์นี้ ได้มาหลังจาก งานประกวดครั้งแรกที่พิจิตร จึงไม่ได้รางวัลที่พิจิตรโดยตรง เป็นที่น่าเสียดาย )

ด้านหลังพิมพ์อุ 2 ขยัก

ส่วนพิมพ์อุขยักเดียว ตามภาพนี้

อุขยักเดียว หน้า/หลัง

** พระสมเด็จ ข้างอุ ทั้ง 2 พิมพ์นี้ สมัยนั้น ที่จ.พิจิตร ไม่มีเลยสักองค์เดียว คนพิจิตร แม้กระทั่งคนท่าฬ่อ เอง ก็ไม่เคยเห็น ไม่รู้จัก ไม่ยอมรับ แต่ที่กรุงเทพฯ มีในรายการประกวดทุกปี มีคนส่งทุกครั้งๆละ ไม่กี่องค์ เซียนใหญ่คนพิจิตรก็รู้ดี

แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ในการประกวดที่กรุงเทพ พระพิมพ์นี้ ที่ติดรางวัล มีใบประกาศนียบัตรใบหนึ่ง เจ้าของไม่ไปรับ เมื่อเลยเวลาไปมาก ทางผู้จัดงานประกวด จึงส่งไปรษณีย์ ไปให้เซียนใหญ่ ที่พิจิตร เพื่อจะได้ตามหา และมอบให้เจ้าของ

ประกาศใบนี้ อยู่ที่เซียนใหญ่คนนี้ นานพอสมควร มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปเยี่ยมเขา ที่อ.ตะพานหิน เขาจึงมอบประกาศใบนี้ ให้กับผม ในฐานะที่ผม เก็บสะสมพระชุดลพ.ภู เขายังพูดว่า “พระองค์นี้ ตีเป็นลพ.ภู ได้ยังไง” ( เพราะไม่มีใครเคยเห็นองค์จริง และใบประกาศ ก็มีแต่ภาพถ่ายด้านหน้า ไม่มีใคร เคยเห็นด้านหลังเลย )

ผมได้ใบประกาศมา ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่ก็จำพิมพ์พระได้ มีอยู่คราวหนึ่ง ช่วงวันหยุด ได้เดินทางกลับบ้านที่นครปฐม ช่วงเช้าวันนัดสนามพระ นครปฐม ในบริเวณองค์พระฯ วันถัดมา ก็ได้ไปเดินดู พระเครื่องในสนาม ตามปกติที่สมัยนั้น ยังชอบเดินสนามเป็นประจำ

ปรากฎว่า วันนั้น ได้พบพระพิมพ์นี้ 1 องค์ อยู่ที่แผงจร แผงหนึ่ง เห็นด้านหน้าก็จำได้ ก็หยิบขึ้นมาดู พอพลิกดู เห็นด้านหลัง มีคำ “ภู พ.ศ.๒๔๖๒” ก็ใจเต้น รู้ได้เลยว่า เป็นพระลพ.ภู วัดท่าฬ่อ

ถามราคา ว่าเท่าไร เจ้าของบอก 300 บาท เราแกล้งต่อ 200 เจ้าของขอ 250 เราก็ตกลง เลยแกล้งถามว่า “ลพ.ภู ไหน” เขาบอกว่า ไม่รู้ “ภู ท่าฬ๋อ” หรือ “ภู วัดอินทร์” แต่เช้านี้ มีคนต่อ 100 บาท 2 คนแล้ว เพราะเห็นว่าเก่า แต่ไม่รู้ว่า วัดไหน

กลับไปพิจิตร ก็เอาพระองค์นี้ ให้เซียนใหญ่ที่เป็นคนท่่าฬ่อดู ถามว่าเคยเห็นพระพิมพ์นี้ไหม เขาบอกว่าไม่เคยเห็น ไม่รู้จัก

ผมบอก อย่าเพิ่งดูด้านหลัง ให้ลองส่องดูเนื้อ ว่าใช่ ผงคลุกรัก ลพ.ภู หรือเปล่า เขาส่องดูแล้วก็บอกว่า ก็เนื้อของลพ.ภู นี่นา ผมจึงให้พลิกดูด้านหลัง พอเขาเห็นด้านหลังเท่านั้น ผมถามว่า ใช่พระลพ.ภู หรือเปล่า เขาจึงยอมรับว่าใช่ พระของลพ.ภู วัดท่าฬ่อ

ตั้งแต่นั้นมา คนพิจิตร จึงยอมรับว่าพระพิมพ์นี้ เป็นพระของลพ.ภู แต่หายากมากๆ คนพิจิตรทั่วไป ยิ่งจะไม่รู้จักเลย

กรณีเช่นนี้ เมื่อก่อน มีพระพิมพ์ปิดตา รูปหยดน้ำ ของลพ.ภู ลงในหนังสือพระปิดตาของ อจ. อ.อุตสาหะ มานานแล้ว คนพิจิตรไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น ไม่ยอมรับเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนท่าฬ่อ ไม่ยอมรับอยู่นาน เพราะตั้งแต่เกิด เล่นพระจนเป็นเซียนใหญ่ ยังไม่เคยเห็น จะยอมรับได้อย่างไร

แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ได้เจอเพื่อนเก่า คนท่าฬ่อ เหมือนกัน แต่ไปอยู่ที่อื่นมานาน ในคอแขวนพระปิดตาพิมพ์นี้ จึงถามว่าแขวนพระอะไร ที่ไหน เพื่อนบอกว่า “ก็พระ ลพ.ภู บ้านเราไง แขวนมาแต่เล็กแล้ว” ตั้งแต่นั้นมา เขาจึงยอมรับว่า มีพระลพ.ภู พิมพ์นี้ด้วย

เรื่องนี้เกิดขึ้น ก่อนที่ผมจะไปอยู่พิจิตร หลายปี อาจารย์ผมเล่าให้ฟัง และยังพูดว่า พระลพ.ภู มีเยอะพิมพ์ บางพิมพ์ คนพิจิตรยังไม่รู้จัก น่าจะเพราะ วัดท่าฬ่อ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน มีท่าน้ำ จอดเรือแพ ด้านหน้าติดทางรถไฟ มีสถานีท่าฬ่อ พระจึงไปไกล แบบต้นวาย ปลายดก

บุคคลที่อ้างถึง ยังมีชีวิตอยู่ 1 คน ที่พิจิตร สามารถสอบถามได้ ต้องขออภัยที่เปิดเผยเรื่องนี้

เพิ่มเติมอีกหน่อย.- ต่อมาผมได้เอาภาพพระสมเด็จ ข้างอุ ให้เซียนทุกสาย ช่วยตามหา ในที่สุดก็ได้ข่าวจาก พี่ชายของพรรคพวก ซึ่งเป็นเซียนเดินสาย อยู่นครปฐม เขาบอกว่า เคยเห็นที่เพื่อน มี 2 องค์ องค์หนึ่งสวยมาก มีหน้า มีตาด้วย

ผมรีบจอง ล็อคไว้เลย แต่ก็ได้มา เมื่ออีกหลายเดือนถัดมา ในราคามิตรภาพ ซึ่งก็คือองค์ในภาพทั้ง 2 องค์ ส่วนองค์แรกสุดที่ได้มา ก็แบ่งให้เซียนคนพิจิตรไป เพื่อเป็นตัวอย่าง ให้คนพิจิตรได้ชม

หลังจากนั้น ก็เคยได้มาอีก 1 องค์ ในราคาสูงพอสมควร แต่ก็แบ่งให้พรรคพวก ที่สมุทรสาคร ไปเมือ 20 ปีที่แล้ว และก็เคยเห็นพรรคพวกที่เป็นเซียนใหญ่ ที่พิจิตรอีกคนหนึ่ง ได้มาแล้วก็ขายไปอีก 1 องค์ แล้วก็ไม่เคยเห็นอีกเลย

โคลงสี่สุภาพ

พระสมเด็จอุข้าง ปู่ภู
วัดท่าฬ่อเนื้อครู คลุกเคล้า
ผงคลุกรักพิศดู หรูเลิศ พอศอ
สองสี่หกสองเข้า ประทับไว้ หลังองค์

สองพิมพ์สร้างต่างข้น เข้มขลัง
สองขยักอุดัง ภาพนี้
อุขยักเดียวหลัง_ ต่างแบบ
พิมพ์ต่างหน้าหลังชี้ มากน้อย จำนวน

เกินร้อยปีล่วงแล้ว หลักฐาน
งามงดอลังการ ใช่ชี้
เอกลักษณ์พิจิตรปาน ปรากฎ
รูปลักษณ์พุทธคุณนี้ เลิศล้ำ ตำนาน

** กลับหน้า พระเครื่อง **

Visits: 702

Leave a Comment

Your email address will not be published.